songsak's profile}~*o*~{ S u R e K u N G ...PhotosBlogLists Tools Help

songsak weeraprajuk

Weather

Loading...

}~*o*~{ S u R e K u N G }~*o*~{

The world is so wide, the sky is so high
Photo 1 of 5
December 24

Winter Break 2006 ...

และแล้วก็ปิดเทอม ... ว่างซักที ...
 
ตั้งแต่มาอยู่ที่นี่รู้สึกชีวิตมีความสุขขึ้นจริงๆ มันก็แหงล่ะ งานการไม่มีทำ นั่งเรียนแล้วก็เกาะแม่กินนี่หว่า
 
อาจจะเพราะว่าช่วงก่อนมานั่งทำงานตลอด ไม่มีคำว่าปืดเทอม แถมบริษัทไม่ค่อยจะมีหยุดยาวด้วย มันเลยเหมือนว่าความเครียดมันสะสมอยู่แทบจะตลอดเวลา
 
พอมาที่นี่ นั่งเรียนอย่างเดียว เวลาว่างก็ไปออกกำลังกาย แต่แล้วก็เล่นบาสมากเกินไป จนมีผลกระทบต่อแขน  ผลที่ว่าก็คือ กล้ามแขนขวาเริ่มใหญ่ขึ้นนิดหน่อย แต่แขนซ้ายเท่าเดิม ก็คือแขนเริ่มจะไม่เท่ากัน  คงต้องเริ่มไปยกเวทละ เด๋วมันจะเสียสมดุล
 
เมื่อวันก่อนได้ไปร้อง Christmas Carols มาด้วย (เพลงคริสต์มาส) พอดีเพื่อนที่เป็นอเมริกันเขาชวนไป ทีแรกก็รับปากไปงั้นๆอ่ะนะ ลืมไปแล้วด้วยซ้ำ  เค้าบอกก่อนตั้งเกือบอาทิตย์แล้วก็หายไปเลย โทรมาอีกทีเอาวันที่จะไป (โทรมา 5 โมง เจอกัน 6 โมง ) แล้วรู้สึกว่ามีคนเบี้ยวเยอะ เราเลยไปละกัน ยังไงก็ว่างอยู่ เด๋วเค้าจะเสียน้ำใจ  
 
พอไปถึง สถานที่ไม่ใช่โบสถ์ แต่เป็น Community (ภาษาไทยก็คง ศูนย์ชุมชน มั้ง มันเป็นที่สาธารณะที่เค้าเอาไว้ทำกิจกรรมต่างๆอ่ะ) พอไปถึงนะ ก็รู้สึกถึงความผิดปกติ  "เอเชียคนเดียวเลยนี่หว่า " (มีเพื่อนญี่ปุ่นมาสมทบทีหลัง) เค้าก็มีภาวนาก่อนกินข้าว กับพูดอะไรเรื่องของทางคริสต์กันนิดนึงนะ จริงๆพุทธเราก็ไม่เคยมีข้อห้ามเกี่ยวกับศาสนาอื่นอยู่แล้วนี่ ไบเบิ้ลก็เคยอ่านมานิดนึงตอนเด็กๆ เราก็ตามน้ำเค้าไปเรื่อยๆ เน้นเนียนเข้าไว้ เหอๆ
 
พอถึงจังหวะร้องเพลง งานนี้ผมเป็นบ้านนอกของจริงล่ะครับ  เค้าร้องอะไรกันยังไงก็ไม่รู้ ก็มีคนนึง ท่าทางจะเป็นประธานของกลุ่ม เข้ามาทักทายมานั่งคุยกับเราตั้งแต่แรกละ เค้าก็มาอธิบายให้ฟังว่ามันมีการแบ่งระดับเสียงเป็น Soprano(ผู้หญิงเสียงสูง), Alto(ผู้หญิงเสียงต่ำ), Tenor(ผู้ชายเสียงสูง) ละก็ Bass (ผู้ชายเสียงต่ำ) แล้วเค้าก็ถามเราว่าเราเสียงอะไร ....

(นึกในใจ)
"โหเพ่!! ร้องจริงๆจังๆยังไม่เคยร้องเลย เสียงตัวเองที่ตัวเองได้ยิน กับเสียงที่คนอื่นได้ยินมันก็ไม่เหมือนกัน แล้วผมจะไปรู้ได้ไงวะน่ะว่าตัวเองเสียงอะไร"
 
แต่เราก็เลยบอกไปว่า น่าจะ Bass มั้ง แล้วก็เลยไปอยู่กับกลุ่ม Bass
 
หนังสือเพลงของเค้าเล่มใหญ่ เห็นว่ามีเพลงทั้งหมดที่ร้องในงานของทางศาสนา แล้วก็มีเป็นตัวโน็ตเปียโนให้ด้วย พอถึงจังหวะร้องเพลง ...
 
"เฮ้!! เพลงนี้เคยฟังนี่หว่า!!"
 
ด้วยความที่ว่าเราเรียนอัสสัมฯ มันก็มีว่าต้องไปเข้าพิธีมิสซากะเค้าด้วย  มันก็เลยเป็นว่าเราเคยได้ฟังมาบ้างเป็นบางเพลง ถึงเนื้อเพลงตอนที่เราฟังมันภาษาไทย แต่เราพอจับทำนองได้ แล้วเนื้อเพลงก็มี แล้วทั่นประธานก็ให้คนที่ร้องเก่งมาประกบเราด้วย เลยไหลได้ง่ายหน่อย เหอๆ ละก็ร้องกับเค้าไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเพลงสุดท้าย ...
 
(นึกในใจ)
"เพลงนี้ก็คุ้นอีกละ ..."
"แต่ทำไมมันรู้สึกคุ้นเอามากๆเลยวะ ..."
"ตอนอยู่โรงเรียนเราฟังเพลงนี้บ่อยรึไงหว่า ..."
"อ้า! ท่อนนี้ภาษาไทย มันเป็น "รัก.... รัก...." นี่ จำได้ๆ" 
"อ่าวเฮ้ยยยยย!!!! นี่มันเพลงที่อยู่ในสมุดเชียร์คณะ!!!!"
 
เล่นก็อปทำนองเค้ามาซะทั้งเพลงเลย ไอ้เราก็หลงคิดไปว่ารุ่นพี่เราเจ๋ง  ถ้าคนที่นี่เค้ารู้จะมีเคืองมั้ยหว่า เอาเพลงศาสนาเค้าไปดัดแปลง
 
ปล. คริสต์มาสนี้ครอบครัวญาติมาเยี่ยมจากรัฐใกล้ๆอ่ะ (ถึงจะบอกว่าใกล้ๆ ก็ขับรถ 8 ชั่วโมงแล้วนะ) ได้เจอจัสมิน (หลานสาว) รอบที่ 2 ละ ยังเป็นเด็กไฮเปอร์เหมือนเดิม เหอๆ
 
 
November 05

คิดถึงกันป่าวเอ่ยยยยย ...

เหอๆๆ ห่างหายกันไปน้านนนนนาน กลับมาแล้วครับผม
 
ที่หายไปไม่ใช่ว่าลืมกันรึว่ามัวแต่หลงสาวต่างชาตินา แต่แบบว่ามันเหนื่อยจนขี้เกียจมาอัพน่ะ แฮะๆ
แต่ที่ผ่านมามันก็ไม่ได้มีไรมากหรอก วันๆก็ไปเรียน กลับมาบ้านก็ทำกับข้าว แล้วอ่านการ์ตูน
 
จะมีเรื่องเด่นๆก็เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว สอบ Institue TOEFL ไป เป็นโทเฟลแบบสอบที่มหาลัย
เป็น Paper-basedาคะแนนใช้ได้แต่ที่มหาลัยนี้เท่านั้น แต่ก็เอาอ่ะ ถูกดี $30 เอง สอบปกติตั้ง $150
วันสอบอากาศหนาวสุดๆ ตอนสอบเลยปวดฉี่แบบสุดๆไปเลย  เล่นเอาทำข้อสอบไม่รู้เรื่องเลยล่ะ
ผลออกมาไม่ดีตามที่คาด ได้แค่ 500 แต่จะเอา 550 อ่ะ
 
แล้วก็เมื่ออาทิตย์ที่แล้วไปฮาโลวีนปาร์ตี้มา เค้าแต่งชุดกัน แต่เราไม่ดีกว่า
ขอธรรมดาๆละกัน ขี้เกียจไปหาซื้อ เหอๆ
แต่ก็มีเค้าให้ไปแกะฟักทอง ก็ได้ออกมาตามรูปในสเปซแหละ ไปดูกันเอง
 
ช่วงนี้อากาศเริ่มหนาวแล้ว (จริงๆมันหนาวมาหลายอาทิตย์แล้วแหละ)
ตอนกลางวันประมาณ4-8 องศา แต่ถ้ากลางคืนก้มีติดลบกันบ้าง
แต่ถึงกระนั้นก็ยังไม่วาย ไม่ยอมอยู่กับบ้านเฉยๆ
 
เมื่อวันก่อนดอดไปตั้งแคมป์กะเพื่อนๆที่ Mahoney Park
ออกเดินทางวันศุกร์ ตอน 6 โมงเย็น
ขับรถไปประมาณ 20 นาทีจากตัวเมือง ก็ถึงแล้ว (ขึ้นต้นยังกะไปไหนไกล เหอๆ )
แต่ถึงจะใกล้ แต่อากาศก็ดี เหมือนว่ามาชนบทไกลๆแล้วติ
เมื่อใส่เสื้อกันหนาว นั่งรอบกองไฟ บวกกับมีเครื่องดื่มเพิ่มความอุ่น (ว็อดก้ากะเบียร์  )
เราก็ไม่กลัวอากาศหนาวอีกแล้วคืนนั้น (มาหนาวเอาตอนเช้า)
แต่ที่ไปก็ไม่ได้ทำไรมาก นั่งรอบกองไฟ ปิ้งมาชเมลโล่กะฮ็อทด็อก
แล้วก็นั่งคุยกันสนุกๆ ธรรมดาๆ เหมือนแค่ว่าไปพักผ่อน
ถือว่าเป็นวันสบายๆวันนึง
 
แต่มันไม่สบายเอาตอนจะกลับนี่แหละ
เต็นท์ขนาด 8 คนนอน ตอนกางมันง้ายง่าย
แต่ตอนเก็บนี่ลำบ๊ากลำบาก เล่นเอาเหนื่อยไปเหมือนกัน
 
อัพรูปขึ้น http://picasaweb.google.com/surekung ไปแล้วนะคับ เชิญชมกันตามอัธยาศัย
 
ละต่อไปจะพยายามมาอัพเรื่อยนะคร้าบ เพราะตอนนี้มีโน๊ตบุ๊คของตัวเองแล้ว (อยากมีมาตั้ง 5 ปี ในที่สุด... )
อะไรๆมันก็สะดวกขึ้นเยอะ แต่เวลาว่างคงจะลดไปพอสมควรเพราะตอนนี้กะลังติด โอนิมุฉะอยู่ อิอิ
 
 
September 10

ชีวิตประจำวันในโอมาฮ่า ...

สวัสดีครับแฟนๆสเปซทุกท่าน ต้องขออภัยที่ไม่ได้มาอัพซะ 2 อาทิตย์ ตั้งแต่มาที่นี่ผมมีเรื่องต้องทำมากมายเลยล่ะ ไม่ค่อยจะว่าง (แก้ตัวไปเรื่อย จริงๆคือขี้เกียจ )
 
ตอนนี้ผมก็เริ่มเรียนมาได้ 2 อาทิตย์แล้วล่ะคับ ก่อนเรียนเค้าจะมีสอบก่อน มีทั้ง Grammar, Vocab, Essay ละก็ Interview แบบคุยกันเล่นๆ แต่ตอนจะเรียนนี่ก็งงๆนิดหน่อย  ปกติเคยได้ยินว่า พอสอบวัดระดับแล้ว เค้าก็จะแบ่งให้เรียนตามระดับที่ได้ใช่ป่ะ แต่ที่นี่พอวัดเลเวลได้ เค้าก็จะให้เราเลือกว่าจะลงเรียนวิชาไหน เวลาไหน โดยแบ่งวิชาตามเลเวล สามารถลงข้ามเลเวลได้ (มีไปขอเปลี่ยนวิชาได้ด้วย) วิชาที่ผมลงก็มี Listening, Applied Reading and Writing กับ Quick TOEFL
 
เพื่อนๆที่นี่ก็มีหลายหลายชาติมากๆ (ก็มันเป็นโรงเรียนภาษานิ) ส่วนใหญ่เป็น เกาหลี ญี่ปุ่น เยอะสุดเป็นซาอุดิอาระเบีย (เค้ามาทุนรัฐบาลกัน) ส่วนคนไทยก็มีอีก 3 คนคับ แต่อยู่คนละคลาส เลยไม่ค่อยได้เจอกัน  (แต่เห็นเค้าว่า มหาลัยที่เมืองข้างๆคนไทยเยอะนะ)
 
พอมาที่นี่ รู้สึกเลยว่า เราคนไทยโชคดีที่มีภาษาไทยเป็นภาษาแม่  ออกเสียงง่ายกว่าชาติอื่นๆมากเพราะสระเราเยอะ เกาหลี ญี่ปุ่นนี่เหมือนๆกัน คงไม่ต้องอธิบาย ซาอุฯก็สำเนียงแขกมาเลย แล้วยิ่งบราซิลพูดโปรตุเกส ท่อง ABC ยังออกเสียงเพี้ยนเลย (มันใช้ตัวหนังสือเดียวกันนิ) จนหลายๆคนพูดว่า เราเก่งอังกฤษ ทั้งๆที่ก็บื้อจะตาย ตอนพูดไปยังรู้ตัวเลยว่าประโยคมั่ว เราแค่ออกเสียงชัดกว่าแค่นั้นเอง
 
ชีวิตประจำวันก็ไม่มีอะไรของผม  ตื่นมาก็หุงหาข้าวเช้ากะเตรียมข้าวเที่ยง (แต่ส่วนใหญ่เป็นของจากมื้อเย็นเมื่อวาน) ละก็ไปเรียน เย็นกลับบ้านอาบน้ำ ทำกับข้าว แล้วก็ล้างจาน ทำการบ้าน เล่นเน็ท นอน
 
ฮั่นแน่!!  เริ่มมีคนสงสัยล่ะสิว่าทำไมต้องพกข้าวเที่ยงไปด้วย
 
เพราะอาหารที่โรงเรียนแค่เห็นก็เลี่ยนแล้วล่ะครับท่าน  แทบจะไม่มีผักหรือรสชาติอื่นนอกจากชีสกับซอสมะเขือเทศเลย เบอร์เกอร์กับพิซซ่านี่ของตาย แล้วก็อาหารแม็กซิกัน อาหารอิตาเลี่ยน มีเอเชี่ยนฟู้ดอยู่ร้านนึง แต่ดูแล้วก็ไม่น่ากินเอาซะเลย วันแรกๆเลยได้แต่นั่งกินสลัด  แต่พอทำกับข้าวไปกินเองแล้วเนี่ย มาความสุขสุดยอดดดดดด  เพราะที่เอาไปมันก็อาหารไทย ถูกปากกว่ากันเยอะ แถมยังราคาถูกด้วย อาหารที่โรงเรียน ตกเฉลี่ย 4-5 $ ต่อมื้อ แต่อันนี้ฟรี (ของเหลือนิ ) แล้วเมนูส่วนใหญ่ ผมเป็นคนคิดเองด้วย ก็เลยมีแต่ไอ้ที่อยากกิน
 
ปกติ ก่อนผมมาอยู่ที่นี่ พี่ๆเค้าจะนานๆทำกับข้าวที เพราะอยู่กันแค่ 2 คน แล้วก็ไม่ค่อยว่าง+ขี้เกียจ แต่เมื่อมีน้องชายกินจุเพิ่มมาอีกเป็น 3 คน จึงเป็นเหตุให้ต้องมีการทำกับข้าวเกิดขึ้น และพ่อครัวก็ไม่ใช่ใคร เจ้าน้องชายนั่นน่ะแหละ  เค้าไม่ได้บังคับหรอก แต่ผมอยากทำเอง บังเอิญว่าเป็นคนชอบทำกับข้าวอยู่แล้ว เลยสบายไป แต่ก็เสียเวลาเตรียมอาหารนานเหมือนกัน เพราะยังใช้มีดไม่ค่อยชำนาญ (ตอนอยู่เมืองไทยแม่จะเป็นคนหั่นเตรียมให้ ผมจับแต่ตะหลิว อิอิ)
 
 
 
ปล. ไม่รู้เกิดอะไรขึ้น ผมอัพรูปเข้าสเปซไม่ได้ ผมเลยอัพไปที่ http://picasaweb.google.com/surekung แทนนะครับ เป็นรูปที่ถ่ายตอนที่เค้าพาไปเที่ยวสวนสัตว์
 
 
August 23

Omaha, Nebraska ...

หลังจากการภจญภัยที่ตื่นเต้นนิดหน่อย เนื่องจากและเป็นการนั่งเครื่องบินครั้งแรกในรอบ 14 ปี ของผม แถมเดินทางด้วยตัวคนเดียวซะด้วย ในที่สุดผมก็มาถึงจนได้ เมืองโอมาฮ่า รัฐเนบราสก้า สหรัฐอเมริกา (ดีใจจิงๆที่ไม่หลงรึว่าตกเครื่อง) รวมเวลาเดินทางทั้งหมด 32 ชั่วโมง เมื่อยสุดๆไปเลย
 
เป็นการเดินทางที่ลุ่มๆดอนๆ เดินมั่วๆดุ่มๆตามคนเค้าไปเรื่อย เค้าเดินทางไหนกันก็ตามเค้าไป มีป้ายอะไรมั่งก็อ่านให้หมด (แต่ทำตัวนิ่งๆ ไม่พูดไม่จา วางฟอร์มว่ามาบ่อย 555)
ปัญหาหนักของการเดินทางนี้ก็คือเรื่องการสนทนานี่แหละครับ แบบว่าฟังประกาศไม่ค่อยรู้เรื่อง แค่พอจับใจความได้นิดหน่อย แล้วก็เดาๆเอาว่าเค้าพูดเกี่ยวกับอะไร (ยังอุตส่าห์มาถึงได้อีกนะเนี่ย)
 
ที่นี่ต่างกับกรุงเทพ 12 ชั่วโมง สภาพอากาศตอนนี้เป็นหน้าร้อนครับ อากาศร้อนพอๆกับบ้านเราเลย แต่อากาศแห้งเอามากๆ ขนาดผมเอง ปกติอยู่เมืองไทยเหงื่อไหลเป็นน้ำตก มานี่แทบไม่มีเหงื่อเลยครับ แห้งสุดๆเลย ทำเอายิ่งร้อนขึ้นไปอีก เห็นว่าสถิติโดยเฉลี่ยของเมืองนี้ในรอบปีคือ สูงสุด 37 C ต่ำสุด -17 C ไม่รู้ข้อมูลถูกรึเปล่า แต่ที่แน่ๆคือมีหิมะตกขนาดรถวิ่งไม่ได้เลย (ต้องรอดูกันต่อไป)
 
ละวันนี้ทีแรกว่าจะถ่ายรูปมาให้ดูกัน แต่ก็ต้องเปลี่ยนใจซะก่อน
เพนสะพอเปิดประตูปุ๊บ สัญญาณเตือนภัยดังก็เริ่มดัง!!

ทีแรกมันก็ดัง ปี๊บๆ เหมือนเตือนเฉยๆก่อนอ่ะ แล้วก็นับถอยหลังไปด้วย 30... 29... 28...
พี่ๆออกไปกันหมดแล้วแต่เช้าอ่ะ สงสัยเค้าเห็นเรานอน เลยเปิดไว้
ไอ้เราก็บ้านนอก กดไรก็ไม่เป็น ทำไงดีล่ะ พี่ก็ไม่ได้สอนไว้ก่อนด้วย
แล้วมันก็นับของมันต่อไป 10... 9... 8... จนถึง 0...
ทีนี้ล่ะครับพี่น้อง สัญญาณดังบ้านแตกเลย เสียงเหมือนในหนังเดี๊ยะ
มือรีบกดโทรศัพท์หาพี่ทันทีเลย แต่ในสมองเริ่มวาดภาพอะไรบางอย่าง ...

"ถ้าเกิดอยู่ๆตำรวจมาเต็มบ้านแบบในหนังจะทำไงดีวะเนี่ย!"
"พูดคุยกับเค้าก็ยังไม่ค่อยรู้เรื่อง จะโดนจับมั้ยกู!!"
"โอ้ว!! นี่เหยียบเมืองนี้ไม่ถึง 24 ชม.เลย ก็เป็นเรื่องแล้วหรอวะเนี่ย!!!"
(ขออภัยที่หยาบคาย แต่เพื่อความสมจริงมันจำเป็น)

โชคดีที่มีคนญี่ปุ่น เพื่อนพี่มาพักอยู่ด้วย เค้าตื่นเพราะเสียงสัญญาณอ่ะแหละ แล้วก็มากดหยุดให้ เศร้าเลยอ่ะ ทำเค้าลำบาก ~>_<~
เมื่อวาน เค้า nice to meet you มาแต่เราสวนด้วย hajime mashite กลับ เล่นเอาเค้าเหวอเลย เหอๆ
ละเห็นเค้าออกเสียง "เสือ" แล้วดูงงๆ ก็เลยบอกไปว่า แปลว่า "โทร่า" ดีนะที่เรียนมานิดนึง (แต่ก็ได้แค่นี้แหละ)
 
ช่วงนี้คงต้องรีบฝึกพูดฟัง แล้วก็เรียนรู้การใช้ชีวิตที่นี่ก่อนอ่ะ ไม่งั้นท่าจะแย่ - -"
July 27

กลับมาแล้วคร้าบบบ ...

สวัสดีคร้าบบบ   ห่างหายกันไปร่วม 3 เดือนครึ่งได้ พอดีว่ามีเรื่องต้องทำมากมายเลยล่ะครับทุกท่านแต่จะขอเล่าเฉพาะที่เป็นประเด็นละกัน
 
แรกเริ่มเดิมทีที่ไม่ได้เข้ามาเขียนเลย เนื่องจากว่าหลังจากที่มีบัญชามาจากทุกคนในบ้าน โดยเฉพาะเสด็จแม่  ให้ไปเรียนต่อที่อเมริกา เลยจำต้องอ่านหนังสือเพื่อสอบ TOEFL กับ GRE  แล้วมันสอบเอาช่วงต้นเดือน พ.ค. กะ มิ.ย. ก็เลยเอาเวลาไปอ่านหนังสือซะ และมันก็ได้เป็นอดีตไปแล้ว เพราะฉะนั้นเราจะไม่ขอพูดถึงคะแนน  (อย่ามาถามซะให้ยาก) เอาเป็นว่าคะแนนไม่ถึงที่ทางมหาลัยต้องการ ก็เลยจำต้องไปเรียนภาษาก่อน แต่ก็คือไปเรียนที่อเมริกาอยู่ดี (ยังไงก็ต้องไป ) สถานที่ก็คือ University of Nebraska at Omaha หรือ UNO อยู่เมือง Omaha รัฐ Nebraska
 
ฮั่นแน่!!! คงกำลังสงสัยอยู่ล่ะสิว่ามันคือที่ไหน อยู่ตรงไหนของอเมริกา ไม่เคยได้ยินมาก่อน
 
จะบอกว่าการไปครั้งนี้ของผมครั้งนี้จะไปอยู่กับพี่สาวทั้งสองคนครับ เค้าอยู่กันที่นี่ ผมเองก็ได้ยินชื่อครั้งแรกตอนรู้ว่าพี่ๆจะไปนี่แหละ ถ้าหากอยากรู้ว่ามันอยู่ตรงไหนล่ะก็ ให้เปิดแผนที่อเมริกาขึ้นมา แล้วเอานิ้วจิ้มไปตรงกลาง นั่นแหละเนบราสก้าล่ะ
 
พอหลังจากการสอบก็มีงานเข้ามาให้หัวปั่นกันทั้งแผนก เล่นเอากลับบ้านหลัง 4 ทุ่มบ้าง 5 ทุ่มบ้าง บางคืนหลังเที่ยงคืนไปอีกก็มี แถมยังติดๆกันตั้ง 2 อาทิตย์ เล่นเอาพูดจากันแทบไม่รู้เรื่องเลยล่ะ เบลอกันสุดๆเลย  แต่นับว่าเป็นโชคของพี่ไมค์กะพี่จานะเนี่ย เพราะตอนแรกเคยคิดว่าจะออกจากงานตั้งแต่กลางมิถุนาละ แต่เปลี่ยนใจ ออกกลางกรกฎาดีกว่า ไม่งั้นนะ ทั้งสองคนซีดตายแหงๆ เหอๆๆ
 
ได้ทำงานวันสุดท้ายวันที่ 14 กรกฎา  วันนั้นก็เลยไปร่ำลาพี่ๆในบริษัท เล่นเอาเหนื่อยเหมือนกัน เพราะดันไปรู้จักเค้าซะเยอะแยะเกือบทุกแผนก เลยต้องเดินซะทั่วบริษัท ต้องขอบคุณพี่ๆทุกคนที่ช่วยดูแลและสั่งสอนนะครับ ละเย็นวันนั้นก็เลยมีเลี้ยงส่งกันนิดหน่อยที่ร้าน Sortrel แถวถ.นราธิวาส  (พี่ๆแผนก HR & PD เลี้ยงไปก่อนหน้านี้แล้ว ขอบคุณมากนะครับ)
 
แต่พอออกจากงานก็ไม่ใช่ว่าจะว่างนา  ก็วุ่นอยู่กับการเตรียมเอกสารยื่นขอวีซ่า แล้วก็ไปสัมภาษณ์ที่สถานฑูต ละก็ได้มาสมดังใจหมาย แต่ก็ทำเอางงๆเล็กน้อย พอดีว่า I-20 ที่มหาลัยส่งมาเป็นเอกสารในการขอวีซ่า ระบุขอแค่ 12 เดือน แต่คอร์สเรียนภาษาเราก็แค่ 4 เดือนเอง ก็เลยเขียนไปว่าขอ 6 เดือน เพราะกลัวขอนานไปเค้าไม่ให้  แต่ผลออกมามันไม่ใช่อย่างนั้นอ่ะดิ พอได้พาสปอร์ทคืน เค้าระบุมาว่าให้ 5 ปีซะงั้น  พอนึกทบทวนดูคงเพราะที่เราตอบเค้าไปตอนสัมภาษณ์ล่ะมั้ง
 (ภาษา English น้า)
 เจ้าหน้าที่: พี่สาวคุณทำอะไรที่นั่นครับ
 เสือ: ไปเรียนป.โทแล้วก็อยู่ทำงานที่นั่นครับ
 เจ้าหน้าที่: แล้วคุณไปที่นั่นแค่เรียนภาษาหรือครับ
 เสือ: จริงๆผมต้องการจะเรียนป.โท แต่คะแนนโทเฟลผมไม่สูงพอ พี่ผมเลยให้ผมไปเรียนภาษาที่นู่นก่อน แล้วไว้ค่อยสมัครเรียนป.โทอีกที
 เจ้าหน้าที่: แล้วถ้าคุณสมัครที่นู่น หรือว่ากลับมาสมัครที่กรุงเทพครับ
 เสือ: ถ้ามีเวลาพอ ผมก็จะอยู่สมัครที่นู่นครับ
 
หลังจากได้วีซ่าเรียบร้อย ก็มาง่วนอยู่กับการจัดทริปไปเที่ยว  ทีแรกคุยกันไว้ว่าจะไปกระบี่ แต่เจ้าบ้านมันบอกว่าช่วงนี้ฝนตกหนัก แต่เราก็ยังไม่ละความพยายาม ไปเที่ยวโคราชละกัน อยากไปปราสาทหินพิมาย นั่งหาข้อมูลที่เที่ยวกะที่พักอยู่หลายวัน สุดท้ายก็ได้ไปจนได้ เหอๆๆ
 
 
ของวันนี้พอแค่นี้ก่อนละกันคับ แล้วจะมาเล่าเรื่องไปเที่ยวให้อ่านกันอีกที แต่ยังไงก็เข้าไปดูรูปกันก่อนได้นะคับ
April 06

มูลนิธิช่วยคนตาบอดแห่งประเทศไทย ...

ไหนๆก็จะครบเดือนละ นับจากอัพครั้งที่แล้ว นี่ก็ถือโอกาสใช้วันหยุดมาอัพหน่อยละกัน อิอิ
 
ช่วง 2 อาทิตย์ที่ผ่านมา ได้เข้าไปทำงานที่ไซท์ของมูลนิธิช่วยคนตาบอด
โปรเจ็คนี้เป็นงานที่ทางบริษัท บริจาคเครื่องคอมพิวเตอร์และระบบ SAP ให้กับมูลนิธิฯ
พูดง่ายก็คืองานทำบุญน่ะแหละ อิ่มบุญกันจนอ้วนเลย 555  (เด๋วเล่าให้ฟังว่าทำไมอ้วน)
 
หน้าที่ของทีมเราก็คือ ไปตามไซท์ต่างๆของทางมูลนิธิเพื่อทดสอบ SAP Client  (ใครไม่รู้จักก็ไม่เป็นไรน่อ พูดให้ฟังเฉยๆ)
งานจริงๆของเราเนี่ย มันก็ง่ายๆอ่ะนะ นั่งทดสอบนู่นนี่ ตั้งค่านิดหน่อย แป็บๆก็เสร็จละ แต่ไปๆมาๆ มันไม่ใช่แค่นั้นอ่ะดิ
 
มีเหตุมากมาย ที่ทำให้งานเพิ่ม จะลำดับเป็นข้อๆ จะได้ไม่งงกัน
1. ทีมเราจะสามารถทดสอบระบบได้ก็ต่อเมื่อ ทางมูลนิธิได้ทำการติดตั้งระบบเน็ทเวิร์กภายในไซท์นั้นๆเสร็จเรียบร้อยแล้ว (ก็แค่เดิน LAN กะวาง Hub อ่ะ )
2. ทางมูลนิธิตกลงใจ จะไม่จ้างบริษัทมาติดตั้งเน็ทเวิร์ก แต่จะใช้คนภายในทำกันเอง เนื่องจากประหยัดเงินได้หลายหมื่น (ก็เป็นความคิดที่ดี )
3. คนของมูลนิธิที่เดิน LAN เป็นมีคนเดียว (ที่เหลือเป็นลูกมือ ช่วยเรื่องแรงงาน )
4. ถ้างานของทางมูลนิธิล่าช้า จะทำให้งานของเราช้าไปด้วย (อันนี้เรื่องใหญ่ )
5. ทีมเราต้องเข้าไปทดสอบทุกไซท์อยู่แล้ว (ก็มันเป็นงานนิ )
6. เราเป็นคนดี (เหตุผลที่แท้จริง 555 )
 
คงเดาออกแล้วล่ะสิ งานที่เพิ่มมาก็คือไปช่วยเค้าเดินสาย LAN ก็ไม่รู้ว่าความชำนาญอันน้อยนิดที่เกือบไม่มีของเราจะทำให้งานช้าลงป่าว เหอๆ
แต่งานนี้นะ เมเนเจอร์เราบริการทุกระดับประทับใจจริงๆ เรื่องมันเกิดตอนไปปากเกร็ด
ไอ้ตอนเจาะกำแพง กะลากสายเนี่ย ก็ช่วยๆกันอ่ะแหละ แต่ตอนตอกตะปูนี่ให้พี่แกทำคนเดียว เหอๆๆ (เป็นไงล่ะ ลูกพี่ทำ แต่ลูกน้องนั่งดู 555 )
ก็ไม่ใช่ว่าไม่ช่วยหรอกนะ ช่วยไปแล้ว แต่มันไม่สำเร็จอ้ะ ก็ตึกเค้ามันเก่า ปูนมันก็เลยร่วนมากๆ เราก็ตอกๆไป แต่กลายเป็นว่าปูนมันก็กระเทาะออกทุกทีซะนี่  
เลยฝากรูไว้ตั้ง 3-4 รู จนพี่แกทนไม่ไหว ทำเองดีกว่า
 
วันนั้นกว่าจะได้ออกจากปากเกร็ดก็เกือบ 3 ทุ่มแน่ะ แถมฝนตก รอรถเมล์ก็ไม่มาซักที
ตัดสินใจนั่ง taxi เอาตอนเกือบ 4 ทุ่ม (ขนาด taxi ยังถึงบ้านตั้ง 5 ทุ่ม ถ้ารอรถเมล์มีหวัง....)
ปกติค่าเดินทางก็เบิกได้หมดอ่ะนะ แต่งานคราวนี้มันงานทำบุญ ไหนๆบริษัทก็ไม่ได้ตังค์ เราก็อย่าเบิกดีกว่า ทำบุญไปในตัว  (แต่ค่า taxi 280 คราวนี้ผมขอเหอะพี่ )
 
งานนี้ก็เลยอิ่มบุญกันถ้วนหน้า แต่อิ่มท้องเนี่ย ก็ใช่เล่นนะ เหอๆๆ
สำนักงานมูลนิธิที่แยกตึกชัยอ่ะ เค้าจะจัดหาอาหารกลางวันให้ทุกมือเลย
เนื่องด้วยว่าเค้าจะมีอาหารกลางวันให้เจ้าหน้าที่กับอาสาสมัครเป็นปกติอยู่แล้ว
เลยจัดเผื่อพวกเราด้วย แต่ก็จะมีอาหารพิเศษเพิ่มขึ้นมาบ้าง
สำนักงานมูลนิธิจะเป็นไซท์ที่เข้าบ่อยที่สุด แล้วระหว่างทำงานที่ไซท์นี้ พี่เค้าก็จะมีน้ำ ขนม ไอติม ผลไม้ มาให้ตลอด เข้าใจยังว่าทำไมถึงอิ่มบุญกันจนอ้วน
งานนี้ทำเอาน้ำหนักขึ้นมา 2 กิโล  
ก็อย่างว่า ของกินมากมาย การเดินทางก็สะดวก นั่งปอ.ต่อเดียว ไม่ต้องต่อรถไฟฟ้าเหมือนไปบริษัท แถมไม่ต้องกลัวว่าจะไปรูดบัตรสายด้วย เลยนอนอิ่มทุกวันเลย เหอๆ
 
ปล. พวกงานฝีมือของคนตาบอดก็สู้คนตาดีทำได้เหมือนกัน ถ้าใครสนใจก็ลองติดต่อไปดูดิ เค้ามีตัวอย่างให้ดูบ้างบางอย่าง www.blind.or.th
มูลนิธิช่วยคนตาบอดแห่งประเทศไทยในพระบรมราชินูปถัมภ์ อยู่ใกล้ๆอนุสาวรีย์ชัยฯ เลยรพ.พระมงกุฎไป 2 ป้ายรถเมล์
 
March 11

ทำความสะอาด ...


วันนี้เป็นไรก็ไม่รุ ตื่นซะเช้าเลย (8โมงครึ่ง ถือว่าเช้ามากสำหรับวันหยุด)

ล้างหน้าแปรงฟันเสร็จก็เดินงงๆลงไปหาข้าวกิน
กินเสร็จไม่รุนึกยังไง ยกคอมไปทำความสะอาดเฉยเลย
แต่ก็ดีแล้วแหละที่ทำความสะอาด เปิดเคสออกมางี้ ฝุ่นเพียบเลย
จะเอาผ้าเช็คก็คงไม่ดีแน่ แต่ถ้าแค่ปัด เด๋วฝุ่นก็ออกไม่หมดอีก คงต้องเล่นบทโหดซะแล้ว

เอา Blower เป่ามันซะเลย!!! 

(รูปประกอบ เผื่อใครไม่รู้จัก)

เมื่อคิดได้ดังนั้นก็ไปหยิบมาตัวนึง แล้วก็ยกคอมออกไปนอกบ้าน ไม่งั้นเด๋วฝุ่นจะอยู่ในบ้าน


เมื่อทุกอย่างพร้อมแล้ว ผู้ที่มีอำนาจสูงสุดในปฏิบัติการครั้งนี้ได้จัดเครื่องจักรมาอยู่ในตำแหน่ง
พร้อมที่จะเริ่มต้น และทำการเดินเครื่อง ....

เพียงแค่กดปุ่มเพียงปุ่มเดียวเท่านั้น เครื่องจักรก็ทำงานเต็มกำลังทันที

"วู้มมมมมมม!!!"

สิ่งที่ไม่คาดฝันได้บังเกิดขึ้น

"ชั้นบรรยากาศถูกปกคลุมด้วยฝุ่นละอองนับล้านอณู!!"


เพียงพริบตาจากการเดินเครื่อง ทำให้เกิดพายุฝุ่นขนาดใหญ่
มีขนาดสูงกว่าบ้าน 1 ชั้น และมีผลกระทบไปยังบริเวณโดยรอบ
ฝุ่นละอองเหล่านี้ดูผิวเผินอาจไม่มีอะไร ไม่มีกลิ่นเหม็นเหมือนเขม่าควัน
แต่มันก็สามารถทำให้ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆสกปรกได้
หากเข้าตาก็จะมีอาการระคายเคืองและมีน้ำตาทั้งที่ไม่ได้อกหักหรือทะเลาะกับแฟน
และหากสูดเข้าไปแล้วมันจะสะสมอยู่ในระบบทางเดินหายใจ และสามารถทำให้เป็นภูมิแพ้
หรือบางรายอาจถึงขั้นเป็นมะเร็งในระบบทางเดินหายใจเลยทีเดียว

นับว่าโชคดีจริงๆที่เรามองการณ์ไกล ใส่ผ้าปิดปากแล้ว เหอๆๆ ...


ไฮไลท์อีกอย่างของงานนี้ก็คือ ....

คีย์บอร์ดคร้าบบบ!!!

รู้สึกระยะนี้กดบางคีย์แล้วมันฝืดๆชอบกล กับเริ่มเห็นว่าในร่องใต้คีย์ มีเศษผมเศษฝุ่นอยู่ด้วย
ก็เลยแงะมาซะทุกคีย์เลย จะได้ทำความสะอาดได้สะดวก
ทำไปทำมาก็สังเกตเห็น ตัวคีย์เองก็สกปรกแล้วนะ เช็ดๆซะหน่อยละกัน 
นั่งเช็ดทีละคีย์ๆ แต่มันไม่ค่อยออกเลยวุ้ย ทำไงดี ....

เอาวะ!!

เอาคีย์ทั้งหมดใส่ขันแล้วก็ล้างน้ำ ลงแฟ้บ แช่ทิ้งไว้ซักพัก ....

จากนั้นเอาแปรงสีฟันขัดๆๆ!!!

นั่งขัดมันทีละคีย์นั่นแหละ ไหนๆก็ไหนแล้ว เอาให้มันสะอาดไปเลยละกัน
จากนั้นก็ทิ้งไว้ให้แห้งแล้วก็นั่งไล่คีย์ให้เป็นปกติ
แล้วพอเอามาใช้นี่ รู้สึกถึงความแตกต่างจริงๆ
คีย์บอร์ดใช้งานสบายนิ่วขึ้นเยอะมั่กๆ ทั้งสะอาด ทั้งกดไม่ฝืด 555


ปล. ก่อนหน้านี้ Combo Drive มีอาการบ๊องๆ คือจะเปิดออกเอง
ไม่ใช่ไวรัสรึโทรจันแน่นอนเพราะพึ่งลงเครื่องใหม่ แล้วอาการก็เป็นตั้งแต่ก่อนลงใหม่แล้วด้วย
แต่พอทำความสะอาดเสร็จ มันดันไม่เปิดเองแล้วแฮะ รึว่าจะเป็นเพราะประจุไฟฟ้าในฝุ่นหว่า
แต่ถ้ามันไม่เสีย แล้วเครื่อง DVD+RW ที่วางแผนจะซื้อมาแทนที่ล่ะ อดดิเนี่ย